เรียน ลูกค้าที่เคารพ ,

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2022 เป็นต้นไป Vantage จะมีการใช้งานโดเมนใหม่ vantagemarkets.com

ในขณะที่ vantagefx.com ยังคงมีการใช้งานอยู่ นอกจากนี้เราขอแนะนำให้ท่านทำการอัปเดต URL ที่บุ๊กมาร์ก อีเมล และไฮเปอร์ลิงก์ต่างๆ เป็น vantagemarkets.com เพื่อสามารถรับการแจ้งเตือนเนื้อหาโปรโมชั่นหรือติอต่อสำหรับข้อสงสัยหรือปัญหาต่างๆ

โปรดทราบว่า ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2022 โดเมน vantagefx.com จะถูก ระงับ และไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

หากท่านมีคำถามหรือต้องการความช่วยเหลือกรุณาติดต่อ [email protected]

Leverage

นี่ไม่ใช่บทความที่จะมาอธิบายว่าเลเวอเรจคืออะไร เพราะผมคิดว่าเกือบทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไร(ถ้าใครไม่รู้ก็สามารถหาในGoogleได้ไม่ยาก) แต่ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ก็คือวิธีการใช้มันให้เหมาะสม ดังนั้น ผมจะมาเล่าวิธีการใช้ให้อ่านกัน การที่โบรคเกอร์ใจดีให้เลเวอเรจเป็นร้อยๆเท่า แต่เราควรจะใช้มันทั้งหมดเลยรึเปล่า จากการที่ผมเป็นนักวิเคราะห์อยู่ในโบรคเกอร์ จึงได้มีโอกาสได้เห็นลูกค้าบางท่าน ที่ได้ถามเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องของเลเวอเรจ ผมพบว่าหลายท่านมีความต้องการที่จะใช้เลเวอเรจทั้งหมด หรือมากที่สุดเท่าที่จะใช้ได้ ผมไม่ได้บอกว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด เพราะผมเคารพการตัดสินใจของทุกคน แต่สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคือ อีกวิธีการนึงเท่านั้น เรารู้กันอยู่แล้วว่า การใช้เลเวอเรจก็เหมือนกับการยืมเงินคนอื่นมาใช้ จากที่เรามีเงินเพียง 100 บาท แต่หากเรามีเลเวอเรจ 500 เท่า จะทำให้เรามีอำนาจในการซื้อเทียบเท่ากับ 50,000 บาทเลยทีเดียว ในวงการฟอเร็ก อาจเปรียบเทียบว่า หากเรามีเงินแค่พอเปิดออเดอร์ได้ 0.01 lot เพียง 1 ออเดอร์ แต่ถ้ามีเลเวอเรจ 500 เท่า ก็จะทำให้เปิดออเดอร์ 0.01 …

Read more

Inverted Yield Curve

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเป็นประจำ ช่วงไม่นานมานี้คงได้ยินคำว่า Inverted Yield Curve ปรากฏอยู่ในสื่อค่อนข้างบ่อย แต่หลายๆคนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นหูเนื่องจากเหตุการณ์นี้มักไม่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ของภาครัฐบาลหรือเอกชนก็ตาม นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยที่จะได้รับเป็นงวดๆตามที่ตราสารหนี้นั้นกำหนดเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่งวดละ 6 เดือนหรือครึ่งปีนั่นเอง นอกจากนั้นในงวดสุดท้ายนักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยพร้อมกับจำนวนเงินเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ของตราสารหนี้นั้นๆ ดอกเบี้ยและมูลค่าที่ตราเอาไว้นี้นั้นจะถูกนำไปคำนวณให้ออกมาในรูปของอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้แต่ละอัน โดยปกติอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวนั้นจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น อีกความหมายนึงก็คือส่วนต่างของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นก็จะเป็นบวกนั่นเอง นั่นเป็นเพราะว่าการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุนานกว่านั้นมีความเสี่ยงที่มากกว่า เพราะนักลงทุนจะต้องเจอกับทั้งความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ ความเสี่ยงของการลงทุนซ้ำ ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องและอื่นๆอีกมากมาย ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีระยะเวลานานกว่าต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเพื่อมาชดเชยกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาของตราสารหนี้นั่นเอง Inverted Yield Curve นั้นคือภาวะตรงข้ามของส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวกับระยะสั้น อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ในภาวะปกติส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั้งสองจะเป็นบวกหรือก็คือตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่าให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุน้อยกว่าจากความเสี่ยงที่มากกว่าของตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า แต่ Inverted Yield Curve คือภาวะที่ตราสารหนี้ที่มีอายุน้อยกว่าให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่านั่นเอง อัตราผลตอบแทนของตราสารนี้ที่มีอายุมากกว่า < อัตราผลตอบแทนของตราสารนี้ที่มีอายุน้อยกว่า Inverted Yield Curve มักเกิดในตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกา …

Read more

GDP คืออะไร?

เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตหรือบางครั้งอาจจะได้ยินว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวหรือหดตัว ซึ่งถ้าเราได้ยินอย่างหลังเราก็คงอาจจะบ่นตามว่าที่เศรษฐกิจมันไม่ดีเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เคยสงสัยไหมว่า เวลาที่นักวิเคราะห์หรือนักข่าวพูดว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตหรือหดตัวนั้น เขารู้ได้อย่างไรและใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด ความจริงแล้วการที่จะดูว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตหรือหดตัวนั้นต้องใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวเป็นดัชนีชี้วัดร่วมกัน แต่เราจะพูดถึงหนึ่งในดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุดอย่าง GDP GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เป็นตัวที่บ่งบอกถึงขนาดของเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ กล่าวคือผลรวมของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศนั้นๆไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการโดยไม่คำนึงว่าใครคือผู้ผลิต และเพื่อป้องกันการนับซ้ำจึงจะนับเฉพาะสินค้าที่ถูกผลิตออกมาขายให้กับผู้บริโภคแล้วเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าโรงงานผลิตรองเท้าใช้เชือกรองเท้าและวัตถุดิบอื่นๆในการผลิตรองเท้าขึ้นมาหนึ่งคู่ จะมีแค่มูลค่าของรองเท้าคู่นั้นเท่านั้นที่ถูกนับเข้ามารวมอยู่ใน GDP ซึ่งจะไม่นับรวมเชือกรองเท้าและวัตถุดิบอื่นๆเข้ามาด้วย และถึงแม้ว่าโรงงานที่ผลิตรองเท้านั้นจะเป็นโรงงานของบริษัทต่างชาติอย่างสหรัฐอเมริกาแต่ถ้าโรงงานนั้นตั้งและผลิตอยู่ในประเทศไทย ก็จะถูกนับอยู่ใน GDP ของประเทศไทยเท่านั้น ตัวเลข GDP ที่ถูกประกาศออกมานั้นมักจะอยู่ในรูปของเปอร์เซ็นต์ของการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับตัวเลขของครั้งก่อนหน้า เช่นถ้าตัวเลขออกมาที่บวก 2% ก็จะหมายความว่า GDP มีการเพิ่มขึ้นหรือเติบโตจากครั้งก่อนหน้า ซึ่งก็จะหมายถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจนั่นเอง ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดตัวเลขที่ออกมาเป็นตัวเลขที่ติดลบก็จะแสดงถึงภาวะเศรษฐกิจหดตัวหรือถดถอยนั่นเอง ทีนี้เรามาดูกันว่าตัวเลข GDP นั้นถูกคำนวณมาจากส่วนประกอบใดบ้าง สูตรของ …

Read more

5 เหตุผล ทำไมต้องลงทุนในตลาดฟอเร็กซ์

ตลาดฟอเร็กซ์เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้รับความนิยมมากที่สุดและมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันตลาดฟอเร็กซ์มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทุกตลาดในโลกรวมกันซะอีก และตลาดฟอเร็กซ์นี้ก็ยังคงเติบโตมากขึ้นเนื่องจากได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจากนักลงทุนทั่วโลกและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้น ทำให้มูลค่าการซื้อขายในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตลาดนี้จะยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ฟอเร็กซ์เป็นหนึ่งในตลาดที่มี leverage สูงที่สุด การลงทุนที่มี leverage สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนได้อย่างมหาศาล ซึ่งตลาดฟอเร็กซ์เป็นตลาดนึงที่มี leverage สูงที่สุดในโลก ซึ่ง leverage นี้ก็จะมีให้เลือกหลากหลายขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์ที่เลือกเปิดบัญชีซื้อขาย โดยปัจจุบันมีให้เลือกสูงถึง 1:3000 เลยทีเดียว ตลาดฟอเร็กซ์เปิด 24 ชม. ตลาดฟอเร็กซ์มีการเปิดให้ทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวันทำการ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเรามีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ตลอดเวลา สำหรับใครที่ทำงานประจำก็สามารถใช้เวลาหลังเลิกงานมาลงทุนในตลาดฟอเร็กซ์เพื่อสร้างผลตอบแทนได้ สภาพคล่องสูง เนื่องจากตลาดฟอเร็กซ์มีปริมาณการซื้อขายมาก ทำให้มีสภาพคล่องสูง ซึ่งข้อดีนี้ก็คือนักลงทุนสามารถซื้อขายผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ในทันทีที่ส่งคำสั่งซื้อหรือขาย และยังทำให้ได้ราคาที่ต้องการมากที่สุด เพราะมีคนที่คอยซื้อขายผลิตภัณฑ์นั้นๆอยู่ตลอดเวลา เริ่มต้นลงทุนได้ง่ายๆ เงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ …

Read more

3 เทคนิคการใช้เส้นค่าเฉลี่ยหรือ MA

หลายๆคนคงจะรู้จักกับเส้นค่าเฉลี่ยหรือที่ชอบเรียกกันว่า MA(Moving Average) ซึ่งเป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่คนทั่วไปมักใช้กันเนื่องจากความง่ายในการใช้งาน ไม่ซับซ้อน แต่ก็ต้องอาศัยความชำนาญในการปรับแต่งค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเพื่อให้เส้นค่าเฉลี่ยนั้นสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเราสามารถใช้อินดิเคเตอร์ตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง ใช้บอกเทรนหรือแนวโน้มของราคา เราสามารถใช้เส้นค่าเฉลี่ยมาเป็นตัวบ่งบอกเทรนหรือแนวโน้มของราคาได้โดยสังเกตจากเส้นค่าเฉลี่ย ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยเกิดการยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆหมายความว่าในช่วงระยะเวลานั้นราคามีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้น ตรงกันข้ามถ้าเกิดเส้นค่าเฉลี่ยมีการปรับตัวลดลงเรื่อยๆก็จะหมายความว่าช่วงเวลานั้นราคามีทิศทางแนวโน้มขาลงนั่นเอง ซึ่งนอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถใช้ราคาประกอบกับเส้นค่าเฉลี่ยของราคาได้ โดยสังเกตจากตำแหน่งของราคา ซึ่งการที่ราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยจะแสดงถึงทิศทางแนวโน้มขาขึ้นของราคา แต่การที่ราคาอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่นนั้นจะแสดงถึงทิศทางแนวโน้มขาลงของราคา ใช้เป็นตัวกำหนดสัญญาณซื้อหรือขาย นอกจากใช้บ่งบอกเทรนหรือแนวโน้มของราคาแล้ว เส้นค่าเฉลี่ยยังนิยมใช้เป็นตัวกำหนดสัญญาณซื้อหรือขายได้อีกด้วย โดยอาศัยการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยกับราคาปิดและการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยตั้งแต่สองเส้นขึ้นไป สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อราคาเปิดของแท่งเทียนปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยแต่ราคาปิดอยู่สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย หรือสำหรับการใช้การตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยที่เร็วกว่า(เส้นค่าเฉลี่ยนที่ใช้ระยะเวลาน้อยกว่า)ตัดเส้นค่าเฉลี่ยที่ช้ากว่า(เส้นค่าเฉลี่ยนที่มีระยะเวลามากกว่า)ขึ้น ในส่วนของสัญญาณขายก็จะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขตรงกันข้าม ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อราคาเปิดของแท่งเทียนปัจจุบันอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยแต่ราคาปิดอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย หรือสำหรับการใช้การตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น สัญญาณขายจะเกิดขึ้นเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยที่เร็วกว่าตัดเส้นค่าเฉลี่ยที่ช้ากว่าลงนั่นเอง ใช้เป็นแนวรับ/แนวต้าน อีกสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักใช้กันก็คือ การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเป็นแนวรับหรือแนวต้านโดยใช้ตำแหน่งของเส้นค่าเฉลี่ย ณ ตอนที่ราคาเคลื่อนที่มาชนเป็นแนวรับและแนวต้าน ซึ่งแนวรับและแนวต้านที่ได้จากเส้นค่าเฉลี่ยนี้จะเป็นแนวรับหรือแนวต้านแบบเคลี่อนที่ เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งข้อดีก็คือแนวรับและแนวต้านที่ได้จะเป็นแนวรับและแนวต้านที่เป็นปัจจุบันที่สุดนั่นเอง สำหรับผู้เริ่มต้นจะลงทุน Forex แม้นักลงทุนจะมีโอกาสในการทำกำไรได้ แต่การลงทุนก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะสามารถขาดทุนจากการลงทุนได้ เนื่องจากการลงทุนจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ ทักษะ …

Read more

เปิดบัญชีได้ง่าย และรวดเร็ว

  • ลงทะเบียน

    เลือกประเภทบัญชี แล้วส่งใบสมัครของคุณ

  • เงินทุน

    ฝากเงินทุนเข้าบัญชีของคุณโดยใช้ช่องทางการฝากเงินได้หลากหลายช่องทาง

  • การซื้อขาย

    เข้าถึงตราสารมากกว่า 300+ CFD รายการจากสินทรัพย์ทุกประเภทบน MT4/MT5

การเปิดบัญชีซื้อขาย Forex และ CFD เป็นเรื่องง่าย
ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งการซื้อขาย!
เปิดบัญชีซื้อขายจริง